เคล็ดลับความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงความสูญเสียก่อนสตาร์ทรถยนต์(Car Engine Starting)

"ก่อนติดเครื่องยนต์" "ก่อนสตาร์ทรถยนต์" "ก่อน start รถยนต์" ท่านควรทำอย่างไร

สิ่งที่ผมนำมาฝากกันในวันนี้คือ สิ่งที่ต้องทำก่อนที่เราจะขึ้นรถเพื่อติดเครื่องและขับขี่ ผมมีโอกาสได้เข้าไปเป็นผู้สังเกตุการขับขี่อย่างประหยัด ถูกวิธีและปลอดภัยจากหน่วยงานที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งครับ

อาจารย์ไม่เพียงแค่บรรยายเพียงเท่านั้นแต่ได้นำทุกคนลงสนามทดสอบเพื่อลงมือปฏิบัติกันจริงๆด้วย

Image source: news.mthai.com

หัวข้อหนึ่งที่อาจารย์สอนก็คือ ท่านถามว่า

"ก่อนขึ้นรถยนต์ต้องทำอะไรก่อนบ้าง"

ทุกคนที่เข้าอบรมต่างตอบกันไปต่างๆนาๆ ตอบถูกบ้างผิดบ้าง

คำเฉลยของอาจารย์คือ

"ต้องเดินรอบรถเพื่อตรวจสภาพของรถและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวรถด้วย"

พวกเราถามอาจารย์ออกไปว่า

"ทำไมครับ" "ทำไม่ถึงต้องเดินรอบรถก่อนหนึ่งรอบแล้วถึงจะขึ้นรถได้"

"อ๋อ" มันมีเหตุผลหลักๆอยู่ด้วยกัน 2 ข้อด้วยกันคือ.." อาจารย์พูดขึ้น

"1. ก็เพื่อที่เราจะได้ดูว่ามันมีอะไรที่เกะกะหรือกีดขวางทางรถที่เราจะขับหรือถอยหลังออกไปหรือเปล่า เช่น

- มีคนเอาขวดมาโยนทิ้งไว้ด้านหลังรถที่เราจอดไว้พอดี

- มีเด็กมาเล่นอยู่บริเวณท้ายรถ เราจะได้บอกให้เด็กออกไปจากบริเวณนั้นซะก่อน

- หรืออาจเป็นลูกๆหลานของเราอาจเดินตามเรามา ซึ่งเราไม่ทันสังเกต เราจะได้เห็นเขาก่อน ก็จะได้บอกให้ออกไปที่อื่นเพื่อให้พ้นบริเวณที่เรากำลังจะออกรถ

- อาจมีหมา แมว กระต่าย(เป็นไปได้นะ)หรือสัตว์ประเภทอื่นๆ มาหลบอยู่บริเวณรถที่เราจอด ก็จะได้เห็นและไล่มันออกไปซะก่อน ไม่งั้นมีโอกาสที่จะออกรถและขับทับมันเข้าได้ เหล่านี้เป็นต้น

2. เพื่อตรวจดูว่ารถของเรายังอยู่ในสภาพปกติหรือไม่นั่นเองครับ เช่น ดูไฟ ยาง สีรถ กระจกรถ ก้านปัดน้ำฝน แผ่นป้ายทะเบียน เป็นต้น"

คำถามข้อถัดมา อาจารย์ถามว่า

"เราควรเดินตรวจรอบรถโดยวนไปทางซ้ายหรือทางขวาของตัวรถดีครับ"

คำตอบที่อาจารย์ได้รับคือ

"ผมว่าต้องเดินไปทางซ้ายนะครับ" บ้างว่า "ทางขวา ทางขวาครับอาจารย์"

ตอบไม่เคยเหมือนกันเลยซักครั้ง อันนี้ผมคิดในใจครับ เรามาดูกันครับว่าอาจารย์จะเฉลยว่าอะไรกันแน่

"คำตอบคือ ต้องเดินตามเข็มนาฬิกาครับ คือวนซ้ายครับ"

"ทำไมต้องเดินวนซ้ายรถครับ"

"ก็เพราะว่า เวลาที่เราจอดรถไว้ไม่ว่าจะเป็นขอบถนนหรือลานจอดรถ ถ้าเราเดินวนซ้ายหรือเดินตามเข็มนาฬิกา เราก็จะสามารถมองเห็นรถคันอื่นๆที่อาจจะกำลังวิ่งมา เราก็จะได้หลบหรือระมัดระวังที่รถคันนั้นๆอาจจะมาเฉี่ยวชนได้"

"แต่ถ้าเราเดินวนขวาของตัวรถ ตอนสุดท้ายขณะที่เรากำลังเดินมาจะขึ้นรถ เราจะหันหลังให้กลับรถคันอื่นที่อาจจะกำลังขับมา ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุการเฉี่ยวชนตัวเราได้ โดยเฉพาะถ้าถนนแคบหรือเขาขับมาเร็วและประมาท" อาจารย์อธิบายให้ทุกคนเข้าใจ

"อ๋อ อาจารย์ครับ ทฤษฎี(Theory)นี้เยี่ยมยอดเลยครับ ตรรกกะ(Logic)ถูกต้องชัดเจนครับ" ลูกศิษย์ทุกคนต่างถึงบางอ้อครับ

สรุปคือ

ก่อนขึ้นรถ ต้องเดินวนซ้ายรถเพื่อตรวจสภาพภายนอกรถ เช่น ยาง กระจก ไฟส่อง และตรวจบริเวณรอบรถว่ามีอะไรเกะกะกีดขวางหรือไม่ เช่น มีเด็ก หมา แมว นก หนู เศษขวด ไม้ ก้อนหิน ฯ เป็นต้น เพื่อที่เราจะได้แก้ไข ขับไล่ หรือเคลื่อนย้ายอุปสรรคต่างๆออกไปก่อนครับ

ถ้าทุกท่านนำเทคนิคที่ผมนำมาเขียนในวันนี้ไปใช้กันแล้ว เราอาจไม่ได้ยินว่า พ่อถอยรถทับลูกวัยขวดเศษเสียชีวิต น้าถอยรถทับแมวตาย รถส่งเด็กนักเรียนทับเด็กที่มากับยายเพื่อรอรับพี่สาวกลับจากโรงเรียนที่หน้าบ้าน...

ด้วยรัก

อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติม

พบกับการกำจัดคราบขี้เกลือบริเวณขั้วแบตเตอร์รี่อย่างถูกวิธีซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานลดการผุกร่อน

ท่านทราบหรือไม่ว่าทำไมขี้เกลือจึงเกิดขึ้นที่ขั้วแบตเตอรี่ เราจะแก้ไขอย่างไร ถ้าปล่อยทิ้งไว้มีผลเสียอย่างไร

อาการเกิดขี้เกลือมีสาเหตุเกิดจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าที่เกิดบริเวณที่มีคราบขี้เกลือเกิดขึ้นนั่นแหล่ะครับ บริเวณไหนที่มีความต้านทานบริเวณนั้นก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีและส่งผลให้มีคราบเกิดขึ้นดังกล่าว ส่วนมากจะเกิดบริเวณขั้วของหม้อแบตเตอร์รีซึ่งเป็นที่ยึดของสายไฟครับ

ผลกระทบของคราบขี้เกลือดังกล่าวจะทำให้กระแสไฟจากหม้อแบตเตอร์รีเดินได้ไม่สะดวก กระแสไฟไม่สามารถเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้สะดวก ฉะนั้นเราต้องกำจัดคราบดังกล่าวออก เราไม่สามารถป้องกันการเกิดได้ แต่สามารถที่จะแก้ไขและบรรเทาอาการดังกล่าวได้โดยมีวีธีดังต่อไปนี้ครับ

1. นำสายไฟออกจากขั้วแบตเตอร์รี่
2. ราดน้ำร้อนลงบริเวณคราบขี้เกลือ
3. ใช้แปลงขัดคราบออกจนหมด
4. สวมสายไฟเข้ากับขั้วแบตเตอร์รี่และขันยึดให้แน่น
5. ทาด้วยจารบีบริเวณที่เกิดคราบขี้เกลือ


ขั้นตอนการทาจารบีต้องเป็นขั้นตอนหลังจากรัดสายไฟที่ขั้วแบตเตอร์รี่เสมอครับ เพราะว่าถ้าทาจารบีก่อน จะทำให้สายไฟที่รัดเกิดอาการลื่นและหลวมได้ครับ

ทั้งหมดนี้จะเป็นการช่วยยืดอายุของหม้อแบตเตอร์รี่ให้ยืนยาวในการใช้งานและช่วยให้กระแสไฟเดินไหลสะดวกครับ

อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติม

ขั้นตอนการปิดแอร์รถยนต์ที่ถูกวิธีเพื่อป้องกันความผุกร่อนตัวคอยล์ความเย็น(Coil)และป้องกันความอับชื้น

ตอนก่อนหน้านี้ผมได้เขียนถึงการ "ดูขั้นตอนการเปิดแอร์รถยนต์ที่ถูกวิธีเพื่อป้องกันความเสียหายของคอยล์(Coil)และช่วยยืดอายุแอร์" ไปแล้ว คราวนี้เรามาดูการปิดแอร์ที่ถูกต้องกันครับ ซึ่งจะช่วยให้ยืดอายุการใช้งานแอร์รถยนต์และความเย็นคงทนยาวนานไปจนลืมกันเลยครับ

ข้อมูลที่ผมนำมาฝากกันวันนี้ผมได้มาจากการอบรมจากหน่วยงานที่รับอบรมการขับขี่อย่างประหยัดและปลอดภัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งครับ

ขั้นตอนการปฏิบัติการปิดแอร์รถยนต์

1. ปิดสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ ปุ่ม A/C (Air Conditioning) ก่อนที่ท่านจะถึงจุดหมายปลายทางหรือก่อนดับเครื่องยนต์ประมาณ 2-3 นาทีหรือ 1-2 กิโลเมตร

2. ปรับเร่งปุ่มความแรงของพัดลมไปที่ระดับสูงสุดเพื่อขับความเปียกชื้น หยดน้ำที่เกาะอยู่กับคอยล์เย็น(Coil) ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยไล่ความอับชื้น ป้องกันการเกิดกลิ่นเหม็นอับและยังช่วยยืดอายุการใช้งานตัวคอยล์ไม่ให้ผุกร่อนสึกหรอเร็วกว่าอายุการใช้งานตามปกติ

3. ปิดปุ่มพัดลมเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

4. ดับเครื่องยนต์


ดูขั้นตอนการเปิดแอร์ที่ถูกต้อง: "ขั้นตอนการเปิดแอร์รถยนต์ที่ถูกวิธี"

อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติม

ดูขั้นตอนการเปิดแอร์รถยนต์ที่ถูกวิธีเพื่อป้องกันความเสียหายของคอยล์(Coil)และช่วยยืดอายุแอร์

เราๆท่านๆอาจจะต้องเสียเงินโดยใช่เหตุกับการรู้เท่าไม่ถึงการณ์กับการเปิด-ปิดแอร์รถยนต์ ผมโชคดีได้รับการอบรมจากหน่วยงานอบรมการขับขี่อย่างประหยัดและปลอดภัยโดยมีการลงมือปฎิบัติกันจริงๆในการอบรมด้วย

วันนี้ผมจะพาท่านมาพบกับการเปิดแอร์รถยนต์ที่ถูกต้องกันครับ

ขั้นตอนการเปิดแอร์รถยนต์ที่ถูกต้อง

1. ทุกครั้งก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรตรวจดูสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ว่าอยู่ใน ลักษณะใด เปิดหรือปิด ถ้าหากเปิดอยู่ให้กดปิดเสียก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์
เพื่อไม่ให้ คอมเพรสเซอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ในขณะสตาร์ท

2. เมื่อเครื่องยนต์ติดเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดสวิตช์พัดลมของเครื่องปรับอากาศก่อน โดยปรับไปที่ตำแหน่ง ความเร็วสูงสุด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อไล่ลมร้อนจากช่องปรับอากาศ

ผู้ขับขี่ต้องเปิดสัญญาณไฟในระยะกี่เมตรเมื่อต้องการเลี้ยวรถ - 60 เมตรเป็นอย่างน้อย

ท่านทราบหรือไม่ว่าเมื่อผู้ขับขี่ต้องการเลี้ยวรถ ท่านจะต้องให้สัญญาณไฟเลี้ยว คำถามก็คือ
"จะต้องเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวในระยะกี่เมตร ?"

เฉลยคือผู้ขับขี่ต้องเปิดสัญญาณไฟในระยะ

"ไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร(60 เมตร)"

จากข้อมูล คำเฉลยข้อสอบทำใบขับขี่ปี 2558 มีโจทย์พร้อมคำเฉลย ดังนี้

คำถาม:

ในการให้สัญญาณไฟเลี้ยว จะต้องให้ผู้ขับรถคันอื่นเห็นได้ในระยะเท่าไร

คำตอบ:

ก. ไม่น้อยกว่า 10 เมตร
ข. ไม่น้อยกว่า 15 เมตร
ค. ไม่น้อยกว่า 60 เมตร
ง. ไม่น้อยกว่า 30 เมตร

ผมไม่แน่ใจว่าโจทย์และคำเฉลยนี้ยังอยู่ในข้อสอบของปัจจุบันด้วยหรือไม่ ถ้ายังอยู่ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการจะไปสอบใบขับขี่ครับ นอกจากจะได้ความรู้และข้อควรปฎิบัติในการใช้รถบนถนนหนทางให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีความปลอดภัยแล้วแถมยังได้ทราบคำเฉลยเพื่อนำไปเก็บคะแนนได้อีกหนึ่งข้อตุนไว้ในกระเป๋าแบบสบายๆอีกด้วยครับ

ปัจจุบันมีผู้ขับขี่ที่ต้องการเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องทางเดินรถ แทรกหรือปาดหน้ารถคันอื่นโดยไม่เปิดสัญญาไฟเลยก็มีให้เห็นอยู่เต็มถนนเมืองไทย

สำหรับผู้ปฎิบัติตามกฎ เปิดไฟให้สัญญาณเมื่อต้องการเลี้ยวรถ ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา ผมว่าน่าชมเชยนะครับ

ผิดกับบางคนที่ขี้เกียจเสียจนแม้กระทั่งเพียงขยับมือขยับนิ้วไปกดสัญญาณไฟก็ยังยาก ยังไม่อยากจะทำ เลยไม่แน่ใจว่า แม้แต่ให้สัญญาณไฟเลี้ยวยังไม่อยากจะทำแล้วก็เลยไม่ทราบว่ารถราคาแพงๆใช้แรงส่วนไหนหามาขับ!!!

ฉะนั้นเรามาเริ่มที่ตัวเราเองก่อนนี่แหล่ะครับ ทุกครั้งที่ต้องการเลี้ยวรถ ต้องเปิดสัญญาณไฟก่อนเพื่อให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นได้ทันสังเกตเห็นในระยะไม่ต่ำกว่า 60 เมตรครับ

อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติม

เวลาใดที่ควรเปิดไฟส่องสว่างรถยนต์ขณะขับขี่เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ท่านทราบหรือไม่ว่าเราควรเปิดไฟรถเวลาไหนดีที่สุดครับ จากสถิติอุบัติเหตุทางรถยนต์จะเกิดขึ้นสูงสุดคือช่วงเวลา 16.00-20.00 น. ก็คือช่วงเวลาโพล้เพล้ ยามที่พระอาทิตย์ตกดินนั่นแหล่ะครับ กอปรกับเป็นช่วงเวลาเลิกงานของคนทำงานตามหน่วยงาน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ซึ่งผู้คนก็จะรถการเป็นจำนวนมากเพื่อเดินทางกลับบ้าน การจราจรก็จะหนาแน่นคับคั่งมาก 

รถก็เยอะ คนก็แยะ แออัดกันเต็มท้องถนนไปหมด สิ่งเหล้านี้ล้วนเป็นปัจจัยเอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น

ฉะนั้นคำตอบก็คือ เริ่มเปิดไฟรถของท่านขณะขับขี่เวลาประมาณ 16.00 เป็นต้นไป แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ท่านจะต้องเปิดไฟรถของท่านก่อนเวลาดังกล่าว เช่น ช่วงเวลาฝนตก หมอกลง บรรยากาศมืดสลัว
สรุปเวลาที่ควรเริ่มเปิดไฟรถยนต์ขณะขับขี่
  • ช่วงเวลาประมาณ 16.00 เป็นต้นไป
  • เวลาฝนตก
  • เวลาหมอกลง
  • ขณะที่สภาพอากาศมืดสลัว
  • ขณะขับขี่อยู่ในสถานที่มืด เช่น อุโมงค์ ลานจอดรถตามห้างสรรพสินค้า ฯ


การเปิดไฟส่องสว่างรถยนต์เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานหรือส่งผลให้แบตเตอร์รี่เสื่อมเร็วแต่อย่างใด กลับจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลประจุไฟในแบตเตอร์รี่ให้เกิดปฏิกริยาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออายุการใช้งานของหม้อแบตเตอร์รี่ให้ยาวนานและมีประจุไฟเต็มอยู่ตลอดเวลา ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเมื่อขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน มันจะชาร์จไฟเข้าสู่หม้อแบตเตอร์รี่นั่นเองครับจนเต็ม

ในทางกลับกันกับรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ ไฟจะหมด ยางจะแบน เสมือนกับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็เสื่อมถอย ฉันใดก็ฉันนั้นครับ

สรุปชัดๆอีกครั้งครับว่า ท่านควรเปิดไปหน้ารถของท่านเวลาใดๆก็ตามที่ท่านคิดว่า 

"ท่านอาจจะมองไม่เห็นคนอื่น(รถคนอื่น)" 

หรือ 

"ท่านคิดว่าคนอื่นอาจจะมองไม่เห็นท่าน(รถของท่าน)"

อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติม

การเว้นระยะห่างการจอดรถที่เหมาะสมช่วยป้องกันและแก้ปัญหาการใช้รถ


การเว้นระยะการจอดระยะห่างจากคันข้างหน้าขณะที่ขับรถไปติดไฟแดงหรือรถติดเพราะเป็นเขตหรือพื้นที่การจราจรแออัด เช่น ตัวเมือง เขตตลาด ย่านชุมชน เป็นต้น

 ระยะห่างที่เหมาะคือระยะที่สายตาของผู้ขับขี่รถคันหลังสามารถมองเห็นยางรถด้านล่างล้อหลังของรถคันหน้าสัมผัสกับพื้นถนนได้ชัดเจนดังตัวอย่างรูปด้านล่าง

ประโยชน์

1) กรณีที่ผู้ขับขี่รถคันหน้าใส่เกียร์ผิดเช่นแทนที่จะใส่เกียร์เดินหน้าเป็นเกียร์ถอยหลัง รถคันหน้าที่คนขับใส่เกียร์ผิดดังกล่าวจะถอยหลังมาในระยะที่ไม่ถึงคันหลัง ก็คือไม่ชนรถคันหลังนั่นเอง

2) ในทำนองกลับกัน ถ้าผู้ขับขี่รถคันหลังใส่เกียร์เดินหน้าหรือเหยียบคันเร่งด้วยความพลั้งเผลอ รถก็จะยังไม่ทันชนคันหน้า เพราะความห่างอยู่ในช่วงระยะคิดที่ผู้ขับขี่จะสามารถเหยียบเบรครถได้ก่อนที่จะชนรถคันหน้า

3) กรณีมีเหตุข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น รถคันหน้าสามารถที่จะถอยหลังเบี่ยงออกไปได้

4) ลักษณะเดียวกันกับข้อสาม ถ้ารถคันหลังต้องเดินหน้าเบี่ยงไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาของรถคันหน้าก็สามารถทำได้อย่างสะดวก

อ่านข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติม